22/09/2021

Filmsheets

เว็บรีวิวหนัง

รีวิว มหา’ลัย เหมืองแร่

อาจินต์ ปัญจพรรค์ กล่าวเอาไว้ตอนที่เค้าทำงานเหมืองที่กระโสม จังหวัดพังงาได้ครบ 1 ปี พร้อมกับผ่านบททดสอบจากนายฝรั่ง จนได้ขึ้นเงินเดือน อาจินต์พบว่า ชีวิตการทำงานในเหมืองแร่ คือการเรียนรู้ที่จะทำหน้าที่ของตัวเองตามความรับผิดชอบ มหา’ลัยเหมืองแร่ คือมหา’ลัยชีวิต ที่ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศึกษาด้วยตัวเอง ผ่านชีวิตการทำงานของอดีตนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ถูกไล่ออก อาจินต์กล่าวเอาไว้ในตอนต้นเรื่องว่า เหมือนแร่คือตู้ใส่กับข้าวใบสุดท้ายในชีวิตของเค้า และเวลาสี่ปีในการทำงานที่เหมือนแร่ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็ได้ถูกถ่ายทอดร้อยเรียงออกมาเป็น วรรณกรรมอันทรงคุณค่า เรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ และเรื่องสั้นชุดเหมืองแร่นี้เองก็ได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์เรื่อง “มหา’ลัยเหมืองแร่” อย่างปราณีต โดยผู้กำกับคุณแก้ง จิระ มะลิกุล

ถ้าจะบอกว่าภาพยนตร์เรื่อง “มหา’ลัยเหมือนแร่” ดีงามอย่างไร ผมก็อยากจะบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกๆของทาง GTH คุณเก้งน่าจะอยากฝากผลงานเอาไว้เป็นพอร์ตงานให้คนจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ถึงการทำงาน เพราะตลอดทั้งเรื่องที่ได้ดู ผมแทบหาอะไรผิดพลาดไม่เจอเลย ไม่ว่าจะเป็นงานสร้าง บทภาพยนตร์ ไปจนถึงการแสดง งานอาร์ท งานภาพ งานตัดต่อ ทุกอย่างถูกรังสรรค์เอาไว้อย่างงดงาม และลงตัว ด้วยตัวบทประพันธ์ดั้งเดิมของคุณ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติ ที่มีความงดงามทางด้านภาษาอยู่แล้ว เนื้อหาทั้งเรื่องจึงเล่าและถ่ายทอดโดยตัว อาจินต์ ปัญจพรรค์ เด็กหนุ่มที่มาทำงานเป็นกรรมกรเหมืองแร่ในปีแรก


หนังบอกเล่าด้วยน้ำเสียงของตัวละครที่รับบทเป็น อาจินต์ ปัญจพรรค์ ด้วยภาษาที่สละสลวย ด้วยความเคารพในบทประพันธ์ ความสละสลวยของภาษา การเล่าเรื่อง ไม่ได้ทำให้หนังดูตลกหรือแปร่งเลย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความกระหายที่จะอยากดูอีก อยากยกบางช่วงของบทบรรยายในหนังที่ผมชอบมากมาให้อ่าน

“ปีเดือนอันลุ่มๆดอนๆค่อยๆรวมชีวิตของผมให้กร้านและเกรียม เอาความบ้าบิ่นทำงานใส่มือไว้ เพื่อปลอบใจว่าเราไม่ใช่ผู้ชายที่เกียจคร้าน เอาการโลดโผนมาใส่ไว้เป็นมหรสพ แล้วเอาเหล้าคอยกลั้วไว้ไม่ให้ฝืดแห้งจนเกินไป”

ถ้าถามผมว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงมีคุณค่า ผมคงต้องบอกว่า คุณค่าของหนังเรื่องนี้คือการนำกลับมาดูกี่รอบๆ ก็ให้แง่คิด ให้สติในการใช้ชีวิตและสอนให้ผมได้เรียนรู้ ปรับตัวในการทำงาน ไม่ว่าคุณจะทำงานอิสระหรือเป็นมนุษย์เงินเดือน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ผู้ร่วมงานและคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการทำงาน


ตลอดเวลาเกือบๆสองชั่วโมงของหนัง บอกเล่าเรื่องราวการทำงานในเหมืองแร่ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ จากเด็กหนุ่มรั้วจามจุรีที่มาจากกรุงเทพ ต้องมาเจอกับชีวิตชาวเหมือง ต้องมาอยู่กับชาวบ้าน มาอยู่กับคนใต้ ที่มองจากสภาพภายนอก ส่วนใหญ่ก็ดูจะเถือนๆดิบๆ ได้เรียนรู้จักการทำงาน ความซื่อสัตย์ในหน้าที่ในอาชีพ ตลอดจนถึงการรักในงานที่ทำ หนังนำเสนอการพัฒนาการของตัวละครอย่าง อาจินต์ ปัญจพรรค์ ที่ในช่วงปีแรก เค้าท้อแท้แทบจะอยากกลับบ้าน แต่เมื่อทำงานต่อไปเรื่อยๆ เรากลับพบว่าเค้าเริ่มที่จะทำงานอย่างมีความสุข ทุกๆคนในที่ทำงาน รวมถึงนายฝรั่ง ก็คือคนที่ทำให้เค้าอยากตื่นไปทำงานทุกวัน หรือแม้แต่การเรียนรู้ในการปรับตัว เมื่อเค้าได้เจอกับเจ้านายคนใหม่ ที่มองภายนอกแล้ว ไม่น่าจะเป็นคนดีหรือดีกับลูกน้องได้เหมือนเจ้านายคนเก่า แต่การตัดสินคน ผ่านการมองจากภายนอก มันก็ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ได้เท่ากับการได้เห็นและได้สัมผัสในสิ่งที่เค้าทำ

ความฉลาดของการแคสติ้งที่ใช้นักแสดงหน้าใหม่เกือบทั้งหมด ทำให้เราเชื่อในตัวนักแสดงว่าเป็นผู็สวมบทบาทนั้นจริงๆ โดยเฉพาะ สนเดอะสตาร์และนายฝรั่ง รวมถึงพระเอกของเรื่องที่เป็นนักแสดงหน้าใหม่อีกด้วย(ไม่รู้หายไปไหน)

“มหาลัย’เหมืองแร่” สมบูรณ์แบบ ในทุกองค์ประกอบ รวมถึงงานโปรดักชั่น กำกับศิลป ถ่ายภาพ สมบูรณ์แบบทุกด้าน จนนึกไม่ออกเลยว่าด้วยทุนสร้างที่สูงถึง 70 ล้านแต่ทำรายได้ไปแค่ 19 ล้าน (บางแหล่งข้อมูลบอกว่าได้ 30 ล้าน) มันคงจะเป็นหนังที่ขาดทุนมโหฬาร แต่ในวันนี้ เราพูดได้เต็มปากแล้วว่า แม้หนังจะขาดทุนมหาศาล แต่ “มหา’ลัยเหมืองแร่” ก็คือหนังไทยเรื่องหนึ่งที่ยอดเยี่ยม และงดงามที่สุดตลอดกาล!!