22/06/2021

Filmsheets

เว็บรีวิวหนัง

เรื่องราวของ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ ในMilk เมื่อปี2008 เป็นมุมการเมืองและสิทธิมนุษยชนที่ถูกถ่ายทอดผ่านแผ่นฟิล์มได้น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะไม่ใช่หนังทุกเรื่อง ที่กล้านำเสนอว่า กลุ่มคนรักร่วมเพศ และคนที่ถูกมองว่าแปลกแยกในอดีตมีพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาได้มากแค่ไหน

ถึงแม่ตัวผมเองจะไม่ได้มีรสนิยมเช่นนั้น แต่หลังจากที่ดูแล้วผมกลับพบว่า…คุณค่าและสิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้มันมากมายจนผมไม่อาจสรรหาคำได้เหมาะสม คือไม่ใช่ว่าหนังเกี่ยวกับเกย์คู่ควรเฉพาะเกย์ตีตั๋วเข้าไปดูเท่านั้น … แต่ใครๆก็ควรดูหนังเรื่องนี้

หนังทำให้เราได้เห็นชีวิตของเกย์ในหลายสิบปีก่อน ที่ความเป็นอยู่โดยริดรอนสิทธิแทบทุกอย่างนั้นแสนจะลำบาก แต่ด้วยความรักในสิ่งที่เขาเป็น และพลังในกลุ่มคนที่เขามี…ยังมีพวกเขาจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะรวมตัวและเปิดเผยอย่างไม่เกรงกลัวใครๆ แม้ในชุมชนคริสเตียนอนุรักษ์นิยม และแม้ว่าในยุคนั้น คุณยังสามารถ”ตาย”ได้จากความรังเกียจ”ภาพลักษณ์”ในคำว่า”เกย์”ของคุณในสังคม

คนยุคนั้นมองเกย์เป็นคนที่มีปัญหาทางจิต ไม่เชื่อฟังในพระเจ้า มั่วสุมเพศสัมพันธ์และยาเสพติด…ซึ่งก็ต้องกล่าวว่ามีอยู่จริงในสมัยนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าพวกเขาทั้งหมดนั้นพอใจสิ่งที่เป็น ไม่ใช่ทุกคนที่จะเสพยาและขายบริการอยู่ข้างถนน แล้วนอนตายอย่างไร้ความหมายเหมือนโสเภณีที่หมดค่าไร้ราคา

เพราะพวกเขาทุกคนห่วงใยและรักกัน แม้กระทั่งผู้ลงสมัครสส.อย่างฮาร์วี่ย์ยังยื่นมือไปช่วยเพื่อนร่วมเพศของตัวเอง แม้เขาจะเป็นคนเสเพล พิการ ไร้เหตุผล หรือเป็นวักเป็นเวรอะไรก็ช่าง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้ทุกคนในยุคที่โหดร้าย

แม้จะมีจำนวนเพียงน้อยนิดแต่พลังของกลุ่มคนรักร่วมเพศไม่ได้น้อยตาม พวกเขาแสดงพลังได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตั้งแต่การแอนตี้เบียร์ไปจนถึงการประท้วงก่อจราจล และการแสดงพลังและจุดยืนว่าเขาเหล่านี้ก็เป็นคน แม้ต้องยอมแลกทุกอย่าง ทั้งหน้าที่การงาน ที่ยืนอย่าปกติบนสังคม หรือเวลาที่มีให้กับคนรัก…

คงเป็นเพราะพลังที่บันดาลจาก”ความรัก” สิ่งเดียวที่พยุงชีวิตของพวกเขาล่ะมั้ง จะว่าไปก็เหมือนมนุษย์ทุกคนนั่นแหละ ที่ใช้ความรักข้ามผ่านขีดจำกัดต่างๆในชีวิต ทั้งเชื้อชาติ ความสามารถ และรสนิยมทางเพศ

ตลอดการมีชีวิตอยู่ของฮาร์วี่ย์ในหนัง ผมไม่รู้สึกเลยว่าเขาคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นนักการเมือง เขาก็แค่เกย์คนหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างไปจากคนอื่นเลย ถ้าวันนั้นเขาไม่ตัดสินใจ ลุกขึ้นมา แล้ว”กล้า”ที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง คำปราศัยของเขามิได้สละสลวย แต่ถ้าคุณเห็นทุกสิ่งที่เขาทุ่มเท คำพูดเหล่านั้นมันจะสัมผัสใจคุณได้…ว่าคนคนหนึ่งต้องยอมเสี่ยงขนาดไหนเพื่อที่จะทำแบบนั้น

แต่ก็อย่างที่ผมบอก ฮาร์วี่ย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นสส. เขาต้องแลกกับการเลิกคนกับคนรักไป การไม่มีเวลาให้คนรักใหม่ ความรังเกียจจากสังคมและสส.ด้วยกัน

และมันก็ยากมากที่คนอย่างเขาจะต้องยืนอยู่บนเส้นทางการเมืองในยุคนั้น ที่เต็มไปด้วยเล่ห์และมายา แต่เขาถอยไม่ได้ เพราะสิ่งที่อยู่บนบ่าคือความหวังของชาวรักร่วมเพศหลายแสนหลายล้าน

ถึงจุดนี้กล่าวได้ว่าผมอินมากๆกับไดนามิกของอารมณ์ที่หนังมันสื่อออกมา

แต่ตอนที่พีคที่สุดคือการที่ฮาร์วี่ย์เจอมรสุมชีวิตจากทั้งในฐานะสส.และคนรัก ที่ต้องมาพบว่า แฟนของเขาฆ่าตัวตายเพราะความน้อยใจที่ตนไม่มีเวลา

แม้หัวใจแตกสลายแต่หน้าที่มันยังอยู่ ผมอินมากกันการแบกใจพังๆไปสู้หน้าคน สู้ต่อราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในหัวของเขาคงคิดว่า “ฉันจะอ่อนแอไม่ได้ ถ้าความหวังของพวกเราอ่อนแอ แล้วใครจะแข็งแกร่ง)

ตัวหนังเล่าสลับกับเสียงบันทึกเทปของฮาร์วี่ย์ที่บันทึกไว้เผื่อเขาถูกสังหาร มันทำให้เราเห็น ว่าเขาต้องกล้ำกลืนฝืนทนสู้…ด้วยหัวใจแกร่งที่เขามี

พอมันดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง คุณรู้ล่ะว่า ฮาร์วี่ย์ใกล้จะถูกฆ่าตายเต็มที แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ จิตใจคุณกังวลกลัวไปกับตัวละคร ยังไม่อยากให้นางตายตอนนี้ อย่าเพิ่งตาย อย่าเพิ่งโดนยิง คือผมอินจนเอาใจช่วยสุดฤทธิ์

แต่แล้วอยู่ดีๆ นางก็ถูกยิงในวินาทีที่เราไม่ทันได้เอาใจช่วย ไม่ได้กล่าวลา ไม่ได้ขอร้อง และมิได้แม้แต่จะมีใครเห็น กระสุนถูกลั่นไกผ่านขั้วหัวใจฮาร์วี่ย์ด้วยปืนในมือของเพื่อนสส.ด้วยกัน ทำไมเวทีการเมืองมันโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้

เอาเหอะ ถึงผมอินมากขนาดไหน มันยังไม่ทำให้ผมสะทกสะท้านใดๆ

จนกระทั่งเห็นภาพขบวนแสงเทียนที่เดินจุดส่องสว่างไปทั้งถนน เพื่อรำลึกและยึดมั่นในอุดมการณ์และศรัทธา. เป็นแสงเทียนดวงน้อยๆจากชาวรักร่วมเพศที่ทำให้ท้องถนนมืดมิดส่องสว่างได้ด้วยกลัง ดวงละนิด ดวงละน้อย แต่หลายล้านดวงทั่วทั้งโลก

จุดนี้แหละที่ผมตื้นตันจนไม่น่าเชื่อว่า ผมจะ”ร้องไห้”กับหนังเรื่องนี้อีกเรื่อง(ก่อนหน้านี้ก็life is beautiful ) ไม่รู้หรอกว่าจากเหตุผลอะไร แต่น้ำตามันก็ไหลออกมา

ในส่วนของการแสดง ชอน เพนน์ ทำได้ดีมากๆ แม้ส่วนตัวผมจะมองว่า จริตจะก้านในการรับบทเกย์ของเขา รวมไปถึงนักแสดงคนอื่นๆ เกือบทั้งเรื่องมันจะเยอะจนดูคาบาเร่ต์เกินไปก็ตาม แต่มันอาจตะเป็นเกย์ในยุคสมัยนั้นก็ได้…พลังทางการแสดงของเขาสูงมาก..จนผมมองข้ามลุคของเขาในหนัง ที่ยอมรับเลยว่าผม”โคตรเกลียด”. ที่สร้างตัวละครเกย์ออกมาได้ดาดและดูไม่เรียล(อาจจะเรียลครับ..แต่ส่วนตัวผมมองว่าลุคนี้อินไปกับตัวละครยากมากๆ). แต่ชอนทำให้เราอินไปกับฮาร์วี่ย์ได้ ต้องมอบเครดิตให้เขาครับ เพราะผมพูดเลย ว่าถ้าบทนี้ตกไปอยู่กับคนที่เอามันไม่อยู่ ฮาร์วี่ย์ มิลค์ เรื่องนี้ก็เป็นได้แค่ “กะเทยเฒ่าstory”เรื่องหนึ่ง